Welcome, Guest. Please Login or Register
VCT : VolvoClubThailand
 
mailto:webmaster@volvoclubthailand.com
  HomeHelpSearchLoginRegisterBroadcast Message to Admin(s)  
 
Page Index Toggle Pages: 1
Send Topic Print
นานาปัญหาจุกจิก (Read 6,791 times)
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
นานาปัญหาจุกจิก
15.01.2552 at 23:45:18
 
     
โดยปกติเครื่องยนต์ที่มีสภาพสมบูรณ์จะให้เสียงที่มีจังหวะสม่ำเสมอ ความถี่ของเสียงจะเปลี่ยนไป โดยสัมพันธ์กับอัตราเร่งแต่เมื่อใดก็ตามรถยนต์ของคุณมีเสียงผิดปกติจากที่เคยเป็น แสดงว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับรถยนต์ของคุณ เสียงดังกล่าวอาจจะมาจากเครื่องยนต์หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถยนต์ซึ่งหากคุณทราบถึงท
ี่มาของเสียงตลอดทั้งรู้วิธีการแก้ไขย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง


 


             ++เสียงกรี๊ดแหลม++
     
      เสียงนี้จะได้ยินชัดเจนเมื่อเครื่องยนต์ติดใหม่ ๆ ความถี่ของเสียงจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามความเร็วรอบของเครื่องยนต์ สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือสายพานขับเคลื่อนอุปกรณ์ภายนอก ซึ่งได้แก่สายพานปั๊มน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ สายพานอัลเทอร์เนเตอร์ สายพานคอมเพรสเซอร์ หากสายพานหย่อนเกินไปหรือเก่าจนเกิดความแข็งกระด้าง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงกรี๊ดแหลม เนื่องจากเกิดการลื่นระหว่างพูลเลย์ และหน้าสัมผัสด้านข้างของสายพาน
     
      วิธีแก้ไข ในกรณีสายพานหย่อน แต่ไม่เก่าจนแข็งกระด้างให้ปรับตั้งความตึงของสายพานให้เหมาะสม แต่หากสายพานมีสภาพเก่าหรือมีร่องรอยของการชำรุดควรเปลี่ยนใหม่และต้องใช้ขนาดเดิมเท
่านั้น ส่วนสายพานภายในหรือสายพานไทม์มิ่ง เป็นสายพานภายนอกกำลังขับจากเพลงข้อเหวี่ยงไปยังเพลาราวลิ้นต้องเปลี่ยนตามระยะทางที
่กำหนด
     
      ++เสียงรัวคล้ายโลหะกระทบกัน++
     
      ในกรณีที่เครื่องยนต์มีเสียงรัวคล้ายโลหะชิ้นเล็ก ๆ หลายชิ้นกระทบกันในจังหวะที่สม่ำเสมอความถี่ของการรัวจะเปลี่ยนไปตามอัตราเร่งและต้น
กำเนิดเสียงนี้มาจากบริเวณเหนือฝาสูบให้ตั้งสมมุติฐานว่าอาจมาจากระยะห่างระหว่างกระ
เดื่องวาล์วกับก้านวาล์วเกินค่าพิกัดที่กำหนด ถ้าเกิดขึ้นกับรถใหม่แสดงว่าการตั้งระยะห่างวาล์วคลาดเคลื่อน แต่หากเกิดขึ้นกับรถเก่าอาจเป็นเพราะเกิดการสึกหรอเนื่องจากการใช้งาน ระยะห่างวาล์วที่มากเกินกำหนดไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ลดลง
     
      วิธีแก้ไข ควรให้ช่างผู้ชำนาญเป็นผู้ปรับตั้งเพราะรถยนต์แต่ละรุ่นกำหนดระยะห่างวาล์วไม่เท่ากั
น ตลอดทั้งมีวิธีการปรับตั้งที่ต่างกันปัจจุบันมีเครื่องยนต์หลายแบบจากหลายบริษัทที่ใ
ช้ระบบปรับระยะห่างวาล์วอัตโนมัติ หากเครื่องยนต์แบบนี้มีเสียงที่วาล์วอัตโนมัติ แสดงถึงมีความผิดปกติที่ควรจะได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน


 
 

             ++เสียงเคาะหนักแน่น++
     
      หากเมื่อใดที่ได้ยินเสียงจากภายในเครื่องยนต์ดังเป็นระยะหนักแน่นคล้ายมีค้อนมาเคาะแ
สดงว่าเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นกับเครื่องยนต์ของคุณแล้ว เสียงดังกล่าวจะเกิดขึ้นเนื่องจากชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์เกิดการสึกหรอเกินเกณฑ์ที
่กำหนด โดยทั่วไปการสึกหรอที่ทำให้เกิดเสียงดังกล่าวจะมีสาเหตุมาจากแบริ่งเพลาข้อเหวี่ยง แบริ่งก้านสูบ สลักลูกสูบ หรือลูกสูบ
     
      วิธีแก้ไข หากได้ยินเสียงดังกล่าวควรที่จะดับเครื่องยนต์ทันที หากปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานต่อจะก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้นหลังจากนั้นควรล
ากรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบและแก้ไข
     
      ++เสียงท่อไอเสีย++
     
      เสียงท่อไอเสียที่ดังมาก โดยที่เครื่องยนต์ยังทำงานเป็นปกติ และดังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่เปลี่ยนไป ให้ตั้งสมมุติฐานว่าอาจเกิดการรั่วที่ระบบไอเสีย เช่น รั่วที่ปะเก็นท่อร่วมไอเสีย รั่วตามจุดต่อท่อไอเสียหรือรั่วที่หม้อพักไอเสีย
     
      วิธีแก้ไข ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการตรวจสอบ และแก้ไขให้ถูกจุดเพราะหากปล่อยทิ้งไว้ นอกจากจะก่อให้เกิดเสียงดังที่น่ารำคาญกับบุคคลอื่น คุณอาจจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับและเปรียบเทียบปรับ
     
      ++เสียงดังเมื่อเหยียบเบรก++
     
      ในขณะที่คุณเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็วหรือหยุดรถ หากได้ยินเสียงคล้ายโลหะเสียดสีกัน นั่นคือสัญญาณที่บอกให้ทราบว่าผ้าเบรกเกือบดำจนถึงเนื้อเหล็กที่เป็นแผ่นยึดผ้าเบรกแ
ล้ว กรณีที่เป็นดิสก์เบรกถึงจุดที่ควรเปลี่ยนแล้วที่มุมหนึ่งของแผ่นยึดผ้าเบรกจะติดตั้ง
แผ่นเหล็กเล็ก ๆ ไว้ปลายแผ่นเหล็กจะยึดล้ำเข้าไปในส่วนของผ้าเบรกประมาณ 1 มม. ดังนั้นหากคุณได้ยินเสียงโลหะเสียดสีกันเมื่อเหยียบเบรก แสดงว่าผ้าเบรกรถท่านสึกจนถึงจุดที่ควรเปลี่ยนแล้ว ส่วนในกรณีของดรัมเบรกจะไม่มีการติดตั้งแผ่นสัญญาณเตือนดังกล่าวไว้ แต่เมื่อผ้าเบรกใกล้หมดท่านจะได้ยินเสียงการเสียดสีของโลหะเช่นเดียวกันเพราะผ้าเบรก
มากกว่าส่วนอื่น ๆ
     
      วิธีแก้ไข ควรให้ช่างผู้ชำนาญเป็นผู้ตรวจสอบเพราะในการเปลี่ยนผ้าเบรกแต่ละครั้งจะต้องตรวจสอบก
ารรั่วซึมในวงจรเบรกด้วย หากมีการรั่วซึมในวงจรเบรกด้วย หากมีการรั่วซึมตามลูกยาง หรือข้อต่อต่างๆ ก็ควรได้รับการซ่อมแซมหรือเปลี่ยน และควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกจะต้องไล่ลมออกจากระบบให้หมด สำหรับในกรณีที่ขับรถลุยน้ำและจอดรถทิ้งไว้ข้ามวันจะทำให้เกิดสนิมที่แผ่นดิสก์เบรกห
รือตัวดรัมเบรก ดังนั้นช่วงแรกที่ขับรถเมื่อเหยียบเบรกอาจได้ยินเสียงดังจากเบรกบ้างซึ่งถือเป็นเรื่
องปกติ


 


             ++เสียงดังปัง ปัง++
     
      ในระหว่างที่คุณขับรถโดยเฉพาะขณะที่เร่งเครื่องยนต์ หากท่านได้ยินเสียงดัง ปัง ปัง เป็นระยะคล้ายเสียงจุดประทัด หรือเสียงยิงปืนและต้นกำเนิดเสียงดังออกมาจากท่อไอเสียหรือคาร์บูเรเตอร์ เนื่องจากจังหวะการจุดระเบิดไม่ถูกต้องเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ทำให้ส่วนผสมของน้ำม
ันเชื้อเพลิงที่ตกค้างภายในหม้อพักไอเสียเกิดการจุดระเบิดตัวเองขึ้นเมื่อได้รับความ
ร้อนกรณีนี้มักจะเกิดขึ้นกับรถเก่าแต่สำหรับรถยนต์ใหม่ที่เป็นระบบหัวฉีดมักจะไม่เกิ
ดปัญหานี้เพราะระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และระบบจุดระเบิดจะถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
     
      วิธีแก้ไข ควรให้ช่างผู้ชำนาญปรับตั้งองศาการจุดระเบิดให้ถูกต้อง
     
      ++เสียงจากหัวเพลาขับ++
     
      ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า เป็นระบบที่นิยมใช้ในรถยนต์ปัจจุบัน เพลาขับเป็นตัวส่งกำลังจากชุดเฟืองท้ายส่งต่อไปยังดุมล้อหน้า ถ้าได้ยินเสียงดังแกร็ก ๆ ๆ ในขณะเลี้ยวรถแสดงว่าชุดตลับลูกปืนในหัวเพลาขับสึกหรอ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะยางหุ้มเพลาขับสึกหรอ หรือ ฉีกขาดทำให้ไม่สามารถกักเก็บจารบีที่ใช้หล่อลื่นชุดตลับปืนได้ ฝุ่นหรือน้ำจึงสามารถเข้าไปในตลับลูกปืนได้ทำให้ลูกปืนเกิดการสึกหรอเร็วยิ่งขึ้น เสียงดังกล่าวจะได้ยินขณะเวลาเลี้ยวเท่านั้น
     
      วิธีแก้ไข จะต้องเปลี่ยนชุดหัวเพลาขับและยางหุ้มเพลาขับโดยช่างผู้ชำนาญ
     
      นอกจากเสียงต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วถ้ารถของคุณมีเสียงดังผิดปกติอื่น ๆ ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อให้ช่างตรวจสอบหาสาเหตุและแก้ไขให้เป็นปกติเพื่อให้การข
ับขี่เป็นไปอย่างปลอดภัย เรื่องของเสียงยังมีหลากหลายสังเกตพบควรนำรถไปให้ช่างผู้ชำนาญหาสาเหตุและแก้ไขให้เร
ียบร้อยก่อนจะเกิดความเสียหายอื่น ๆ ตามมา

Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #1 - 15.01.2552 at 23:48:45
 
   
สารพันเทคนิค"การเบรก"

ดูเหมือนว่าการขับรถกับการเบรกเป็นเรื่องง่าย แค่กดแป้นเบรก ทิ้งระยะห่างให้เหมาะสม แต่ในความเป็นจริง มีสารพันเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการเบรกที่จะทำให้การขับรถปลอดภัยขึ้น
     
      ถ้ามีเวลาเหลือควรเหลือบตามองรถคันที่ตามมาด้วยว่า เขาน่าจะเบรกทันหรือไม่ ถ้าดูเหมือนจะไม่ทัน เราก็เบรกเบานิดให้ชิดรถคันหน้าอีกหน่อยก็ยังดี การถูกชนท้าย เราไม่ผิด แต่เสียเวลาและรถพัง การเบรก ถ้ากดแป้นเบรกแต่เนิ่นๆ ก็สามารถใช้ไฟเบรกเตือนผู้ขับรถคันตามมาได้ โดยแตะเบรกให้ไฟเบรกสว่างขึ้น ถอนเท้าสักนิดให้ไฟเบรกดับแล้วกดซ้ำเพื่อให้ไฟเบรกกระพริบเป็นการกระตุ้นเตือน การตรวจสอบไฟเบรกคนเดียว ทำได้โดยจอดให้ท้ายรถชิดกำแพงตอนมืด กดแป้นเบรก แค่นี้ก็ตรวจว่าหลอดไฟเบรกขาดหรือไม่ ด้วยตัวเองได้แล้ว

 

 

      การติดตั้งระบบเสริมให้ไฟเบรกกระพริบได้ เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะจะสร้างความสับสนขึ้นได้ ไฟเบรกไม่ได้สว่างหรือกะพริบตามการกดแป้นเบรกจริงๆ ในคราวคับขันกับการเบรกที่ได้ระยะทางสั้นและปลอดภัย คือ เบรกจนล้อเกือบล็อก (ถ้ามีเอบีเอสก็ต้องเบรกจนเอบีเอสเกือบทำงาน) ทำได้โดยหัดทำบนถนนกว้างๆ และไม่มีรถคันอื่นใกล้ๆ (เอบีเอส คือ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ดังนั้นในครั้งที่เบรกแล้วล้อไม่ล็อก ก็ไม่เกี่ยวอะไรกัน)
     
      ระบบจะทำงานเมื่อล้อเริ่มล็อก โดยจะคลายการจับของผ้าเบรกแล้วกดซ้ำสลับกันถี่ๆ หลายครั้งต่อ 1 วินาที และจะมีการสะท้อนถี่ๆ ที่แป้นเบรกพร้อมกับอาจจะมีเสียงกึงกังถี่ๆ ตามการจับ-ปล่อย ให้ได้ยิน จึงไม่ต้องตกใจ หากเอบีเอสทำงาน เอบีเอสไม่ได้ทำให้รถเบรกดีหรือมีระยะเบรกสั้นลง เพราะประสิทธิภาพการเบรกตามปกติที่ล้อไม่ล็อก ต้องขึ้นอยู่กับระบบเบรกพื้นฐาน ไม่เกี่ยวกับเอบีเอสเลย เอบีเอสจะช่วยเมื่อมีการเบรกกะทันหันหรือบนถนนลื่นเท่านั้น เพราะถ้าล้อล็อกขณะที่รถยังไม่หยุดนิ่ง จะทำให้ไม่สามารถบังคับทิศทางด้วยพวงมาลัย รถจะไถลไปทางไหน ก็ต้องไป โอกาสชนย่อมสูงครับ ถ้าเอบีเอสได้ทำงาน ระยะเบรกอาจจะยาวขึ้นก็เป็นไปได้
      ไม่ใช่มีแล้วเบรกจะดีหรือระยะสั้นลง

 
 


      เปรียบเทียบการทำงานของเอบีเอสแบบง่ายๆ ว่าคนกำลังวิ่ง หากจะหยุดเร็วๆ แบบฉับพลัน ถ้าไม่มีเอบีเอสแล้วพื้นแห้ง ก็เท่ากับหยุดซอยเท้าเกือบจะทันที พื้นรองเท้าก็ครูดกับพื้นไปไม่ไกล แต่ถ้าเป็นพื้นน้ำแข็งลื่นๆ การหยุดซอยเท้าในทันที ตัวจะยังพุ่งไป ทั้งที่เท้าหยุดลงแล้ว ก็จะลื่นไถลไปไกลแบบเคว้งคว้าง ถ้ามีเอบีเอส ก็จะเหมือนมีการค่อยๆ ชะลอการซอยเท้าสักพักแล้วจึงหยุดนิ่ง แม้จะหยุดบนน้ำแข็งก็จะไม่ปัดเป๋ แต่ถ้าจะหยุดพื้นเรียบและฝืด การชะลอการซอยเท้าให้ช้าลง ค่อยๆ ช้าลง อาจใช้ระยะมากกว่าการหยุดทันทีและปล่อยให้พื้นรองเท้าครูดไปสั้นๆ การขับรถที่มีเอบีเอสก็อย่าชะล่าใจ เพราะช่วยได้ในบางสถานการณ์เท่านั้น การเบรกในสภาพถนนเมืองไทยกว่า 95% เอบีเอสไม่ได้ทำงาน
     
      แต่การที่มีเอบีเอส ย่อมดีกว่าไม่มี ถ้ามีโอกาสเลือกซื้อรถที่มี ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะเอบีเอสไม่ได้ช่วยตอนเบรกแรงๆ เท่านั้น เบรกเกือบแรง แต่ถนนลื่น ล้อก็ล็อกและเอบีเอสก็ช่วยได้ ถนนที่ลื่น ไม่ได้เกิดจากฝนตกเท่านั้น ถ้ามีฝุ่นทรายมาก ถนนก็ลื่นได้ การป้องกันล้อล็อก ไม่ได้ช่วยเฉพาะถนนลื่นๆ ตลอดทั้งพื้นเท่านั้น
     
      แต่การลื่นเฉพาะล้อ ไม่ครบทั้ง 4 ล้อ หากมีการเบรกแรงสักหน่อย ล้อก็มีโอกาสล็อกเฉพาะในล้อที่ลื่น แล้วรถก็หมุน ! เช่น การลงไหล่ทางเฉพาะ 2 ล้อด้านซ้าย ถ้าไม่มีเอบีเอส แล้วกดเบรกแรงๆ รถจะปัดเป๋ เพราะล้อด้านซ้ายจะล็อกตัวหยุดหมุน เอบีเอส ช่วยให้ล้อไม่ล็อก และช่วยไม่ให้รถปัดเป๋ได้ แต่ระยะเบรกอาจยาวได้ในบางกรณี จึงควรเบรกพร้อมกับการหาทิศทางหักหลบ ถ้าจำเป็นต้องหลบ ถ้าต้องเบรกแบบหนักๆ สำหรับรถที่มีเอบีเอส ให้กดเบรกแช่ลงไปเลย เพราะการถอนเท้าเพื่อย้ำเบรกใหม่ เอบีเอสจะตัดการทำงานและกว่าจะกลับมาทำงานก็อีกหลายเสี้ยววินาที
     
      ถ้าไฟเตือนเอบีเอสไม่ยอมดับหลังการบิดกุญแจไว้ 3-5 วินาที หรือสว่างขึ้นขณะขับ แสดงว่าว่าเอบีเอสมีความบกพร่อง ให้ทดลองเบรกบนถนนว่างๆ ว่า น้ำหนักการกดแป้นเบรกและการเบรกยังปกติหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วการที่เอบีเอสบกพร่องจะเป็นแค่ไม่มีการป้องกันล้อล็อก แต่ระบบเบรกพื้นฐานยังใช้งานได้ เป็นเสมือนเป็นรถที่ไม่มีเอบีเอส แต่ยังมีเบรก สามารถขับต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง และนำรถไปซ่อมเอบีเอสต่อไป

 



      การมองไปข้างหน้ากับการเบรกเกี่ยวข้องกัน ยิ่งขับเร็วยิ่งต้องมองไปข้างหน้าในจุดที่ไกลขึ้น เพราะระยะเบรกจะยาวขึ้น ไม่ใช่เพราะความเร็วที่มากจะทำให้เบรกต้องทำงานหนักขึ้น แต่เป็นเพราะแต่ละเสี้ยววินาทีที่ผ่านไป รถได้ผ่านระยะทางมากขึ้นเรื่อย เราใช้หน่วยการวัดที่คุ้นเคยเป็นกิโลเมตร/ชั่วโมง จึงไม่ค่อยรู้ว่าความเร็วที่ใช้นั้นเร็วขนาดไหน เพราะชั่วโมงดูแล้วนานต้องเทียบเป็นวินาที
     
      เปรียบเทียบเป็นหน่วยเมตร/วินาที จะชัดเจนกว่า ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. เท่ากับ 28 เมตร/ 1 วินาที ถ้านึกว่า 28 เมตรไกลแค่ไหนไม่ออก นึกถึงสนามฟุตบอลตามยาว จากเสาประตูหนึ่งไปยังอีกฟาก เท่ากับ 100 เมตร 100 กม./ชม. = 28 เมตร/วินาที 1 สนามฟุตบอลตามยาว ใช้เวลารถแล่นผ่าน 3 วินาทีกว่าๆ เท่านั้นที่ความเร็ว 150 กม./ชม. = 42 เมตร/วินาที 1 สนามฟุตบอลตามยาว ใช้เวลารถแล่นผ่านเกือบๆ 2.5 วินาทีเท่านั้นที่ความเร็ว 200 กม./ชม. = 56 เมตร/วินาที 1 สนามฟุตบอลตามยาว ใช้เวลารถแล่นผ่านเกือบๆ 2 วินาทีเท่านั้นระยะทาง / วินาทีที่รถแล่นได้ นอกจากจะโยงไปถึงเรื่องการเบรก ยังอยากจะบอกว่าเวลาขับรถเร็วนั้นๆ และอันตรายขนาดไหน ถ้า 150 กม./ชม. ใช้เวลา 1 วินาทีกับระยะทาง 42 เมตร
     
      สมมุติว่าเราเห็นสิ่งกีดขวางแล้วต้องเบรก หากการตอบสนองของสมองและเท้าขวา ต้องใช้เวลากว่าจะเริ่มกดแป้นเบรกครึ่งวินาที ก็เท่ากับว่ารถแล่นไปอีก 21 เมตรแล้ว ทั้งที่เบรกยังไม่ได้ทำงาน นี่ยังไม่นับว่าผ้าเบรกจะใช้เวลาและระยะทางอีกกี่วินาทีในการหยุด สมมุติต้องใช้ระยะเบรกอีก 30 เมตร ก็รวมเป็น 51 เมตรตั้งแต่ตาเริ่มเห็น
     
      ดังนั้นยิ่งขับเร็วยิ่งต้องมองไกล นั่นก็เป็นที่มาของการมองทะลุกระจกรถคันหน้าด้วย เพราะจะได้ประเมินสถานการณ์ได้ล่วงหน้า การกดแป้นเบรกนับตั้งแต่เริ่มมองเห็น คนส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 0.3-0.5 วินาที
     

 



      รถที่ไม่มีเอบีเอสกับการเบรกบนถนนลื่น หรือเบรกกะทันหัน ก็ต้องเบรกไม่แรงจนล้อล็อก ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ถ้าทำได้ ก็จะดี คือ ตั้งสติ เบรกลงไป ถ้าล้อล็อกก็ให้ถอนแป้นเบรกแล้วกดซ้ำๆ หรือเรียกว่าย้ำเบรก ซึ่งยังไงก็ไม่มีความถี่เท่ากับเอบีเอสที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุม แต่ก็ยังดีกว่าตะลึงแล้วกดเบรกแช่ เพราะอย่างนั้นล้อจะล็อกหรือรถอาจปัดเป๋ ถ้าว่างก็หาถนนโล่งกว้าง กดเบรกแล้วดูว่ารถที่ขับนั้นกดเบรกแรงแค่ไหนล้อถึงจะเริ่มล็อก ทำซ้ำๆ จนจำแรงกดได้ นั่น คือการเบรกที่ดี การเบรกเพื่อลดความเร็ว คำแนะนำการเบรกที่ง่ายและถูกต้อง แต่อาจจะขัดกับความรู้และการปฏิบัติดั้งเดิมของหลายคน ว่าการเบรกที่ดีต้องเชนจ์เกียร์ แต่ปฏิบัติง่าย คือ เบรกเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องยุ่งกับการลดเกียร์ต่ำ หรือพูดแสลงว่า ไม่ต้องเชนจ์เกียร์ช่วย เพราะระบบเบรกก็ทำงานได้เพียงพออยู่แล้ว
     
      ในหลักการขับรถอย่างปลอดภัยในต่างประเทศแห่งหนึ่ง บอกว่า BRAKE TO SLOW / GEAR TO GO แปลตรงตัว เบรกเพื่อให้ช้า จะไปต่อก็ด้วยเกียร์ที่เหมาะสม การลดเกียร์ต่ำเพื่อใช้เอนจิ้นเบรก หรือใช้เครื่องยนต์ช่วงหน่วงบนทางเรียบ มีประโยชน์น้อยมากและไม่จำเป็นต้องทำ เพราะจะทำให้เสียสมาธิการกดเบรก ระบบเกียร์และเครื่องยนต์สึกหรอมากขึ้น แต่ช่วยในการเบรกได้นิดเดียว สามารถทดลองทำดูว่า ถ้าขับรถอยู่ที่เกียร์สูงแล้วลดเกียร์ต่ำลงอย่างเดียว รถจะถูกหน่วงความเร็วลงน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการกดเบรกอย่างเดียว ที่ทำให้แทบจะหยุดกึ๊กเลย การเบรกพร้อมกับการเชนจ์เกียร์ช่วยเบรก นอกจากแทบจะเปล่าประโยชน์ตามที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว ยังทำให้รถมีการถ่ายน้ำหนักหน้า-หลังไป-มา แบบกระดกไปกระดกมาอีกด้วย เบรก มีไว้เพื่อหยุดหรือชะลอ โดยไม่ต้องใช้เกียร์ช่วย ในรถเกียร์ธรรมดา หากจะลดเกียร์ต่ำ ก็เพื่อเตรียมปล่อยคลัตช์เมื่อเลิกเบรกแล้วจะเร่งต่อแล้ว ไม่ใช้การลดเกียร์เพื่อช่วยเบรกในการขับปกติ

 

 

      การเบรกเพื่อจอด ไม่ต้องยุ่งกับเกียร์เลยครับ ก่อนจอดค้างอยู่เกียร์ไหนก็เกียร์นั้น ในรถเกียร์ธรรมดา แนะนำให้เบรกโดยไม่ต้องยุ่งกับการเชนจ์เกียร์และไม่ต้องแตะคลัตช์ เมื่อรถเกือบหยุดสนิทแล้วค่อยเริ่มเหยียบคลัตช์ลงไปและเหยียบให้สุด เมื่อหยุดแล้วค่อยปลดเป็นเกียร์ว่าง นอกจากการเชนจ์เกียร์ต่ำจะไม่ค่อยได้ประโยชน์แล้ว การเหยียบคลัตช์ลงไปพร้อมๆ กับการเบรก ก็เป็นเสมือนการปลดเกียร์ว่างแล้วเบรก ซึ่งจะทำให้รถไม่มีแรงหน่วงจากเครื่องยนต์ เหยียบเบรกเพื่อจอด ก็เบรกอย่างเดียว เมื่อจะจอดสนิทก็ค่อยเหยียบคลัตช์
     
      ส่วนรถเกียร์อัตโนมัติกับการเบรกเพื่อจอดก็คล้ายกัน เบรกอย่างเดียวไม่ต้องยุ่งกับการลดเกียร์ใดๆ และก็ไม่ควรปลดเป็นเกียร์ว่าง เพราะนอกจากรถจะมีแรงเฉื่อยมากขึ้นแล้ว ยังไม่เป็นผลดีต่อเกียร์ หากรถยังไม่หยุดสนิทแล้วต้องผลักกลับมาที่เกียร์ D-เดินหน้า ชุดคลัตช์ในเกียร์จะทำงานหนักกว่าการออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง การเบรกพร้อมกับการเปลี่ยนเลน หรือเปลี่ยนเลนเสร็จแล้วเบรกทันที อันตรายต่อท้ายรถของคุณ
     
      ++ เทคนิคการเบรกอย่างปลอดภัย ไม่ยุ่งยากถ้าเรียนรู้และทำความเข้าใจ ++


Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #2 - 15.01.2552 at 23:50:44
 
คลัทซ์...ดาบสองคมของนักขับรถ

ปัจจุบันนี้ผู้ขับรถรุ่นใหม่ทั้งหลายนิยมขับรถแบบเกียร์อัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่เนื่อง
ด้วยความสะดวกและง่ายในการควบคุมรถ แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยนิยมขับเกียร์ธรรมดาเพราะขับสนุกกว่าหลายเท่า แต่ทั้งนี้จะต้องเหยียบคลัทซ์ควบคู่ด้วยเสมอไม่ว่าจะเป็นการเบารถ เหยียบเบรก เลี้ยวรถ แถมบางคนยังได้รับการบอกต่อๆกันมาว่าถ้ากลัวเครื่องยนต์ดับก็ให้เยียบคลัทซ์ไว้
     
     
      ในการไปสอบใบขับขี่จากทางราชการก็เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะไม่ดูพฤติกรรมการัขบรถของผู้เข้าทดสอบในเรื่องการใช้คลัทซ์เลย ความจริงแล้ว"คลัทซ์"นั้นคือมหันตภัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่หลวงหากผู้ขับใช้บ่
อยอย่างพร่ำเพรื่อเกินไป การเหยียบคลัทซ์แล้วปล่อยให้รถวิ่งไปมีค่าเท่ากับปล่อยเกียร์ว่างเช่นเดียวกับที่เรี
ยกว่า "Coasting"ในการสอบใบขับขี่สำหรับประเทศที่มาตรฐานสูงอย่างประเทศอังกฤษจะให้ผู้ที่ม
ีพฤติกรรมแบบนี้สอบตกทันที

 



      เกียร์ไปยังล้อรถยนต์ ขณะที่รถวิ่งและยังอยู่ในเกียร์แรงฉุดจากเครื่องยนต์จะถ่ายทอดกำลังไปกดที่ล้อรถเพื่
อช่วยให้ล้อเกาะติดถกับพื้นถนน ดังนั้นในเมื่อขับรถอยู่หากผู้ขับไปเหยียบคลัทซ์เข้าไม่ว่าจะเป็นจากความเคยชินหรือร
ู้เท่าไม่ถึงการณ์จะทำให้แรงกดถนนจากเครื่องยนต์ถูกตัดขาดไป รถจะไม่เกาะถนน หากถนนลื่นหรือมีการหักเลี้ยวรถจะหมุนโดยทันทีโดยเฉพาะกับผู้ที่เคยชินกับการเบรกพร้
อมกับเหยียบคลัทซ์ไปด้วยจะทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าเร็วขึ้นเพราะแรงฉุดจากเครื่องยนต์ไ
ด้ถูกตัดขาดไป การเบรกก็จะยากขึ้นอีกเท่าตัว
     
      อุบัติเหตุทางรถยนต์ทุกวันนี้สาเหตุหนึ่งก็คือการใช้คลัทซ์เกินความจำเป็นนั่นเอง อาทิ จะเบรกก็เหยียบคลัทซ์ รถขึ้นเขา-เลี้ยงคัลทซ์ สิ่งเหล่านี้เรียกนี้ว่า "Coasting" จึงมีข้อแนะนำให้ผู้ใช้รถลองเปลี่ยนอุปนิสัยการใช้คลัทซ์ใหม่ อย่างเช่นลองเหยียบคลัทซ์ต่อเมื่อเปลี่ยนเกียร์หรือขับช้าเพื่อเข้าที่แคบๆเท่านั้นเ
อง หรืออีกแบบขณะที่ขับรถมามีเหตุให้ต้องเบารถก็เพียงแค่ยกคันเร่งรถก็จะเบาลง หากเมื่อยกคันเร่งแล้วความเร็วยังไม่ลดตามที่ต้องการก็ใช้เท้าขวาแตะเบรกเบาๆแต่ห้าม
ไปเหยียบคลัทซ์เป็นอันขาด
     

 



      หากจำเป็นจะต้องหยุดรถโดยทันทีให้เหยียบเบรกลงไปอย่างแรงและไม่ต้องเหยียบคลัทซ์จนรถ
หยุดเกือบสนิทแล้วจึงเหยียบคลัทซ์พร้อมกับปลดเกียร์ว่าง ซึ่งการฝึกแบบนี้จะช่วยให้ควบคุมรถง่ายขึ้นไม่ปัดซ้ายขวาถึงแม้ถนนลื่น อย่างไรก็ตามควรระวังเท้าซ้ายเพราะเป็นเท้าที่เหยียบคลัทซ์เมื่อรถออกตัวเต็มที่ให้เ
อาเท้าซ้ายวางไว้ที่พื้น ไม่ต้องไปเหยียบคลัทซ์
     
      พฤติกรรมแบบนี้ผู้ขับจะต้องฝึกบ่อยๆและสลัดของเก่าๆที่เคยชินออกไปเมื่อนั้นก็จะเป็น
นักขับที่ถูกต้องลดอันตรายลงไปมาก เห็นไหมครับว่าคลัทซ์นั้นมีทั้งประโยชน์และโทษเท่าๆกัน เพียงแต่เราต้องใช้ให้ถูกวิธืเท่านั้นเอง.......

     

Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #3 - 15.01.2552 at 23:53:25
 
แก้ไขปัญหาพวงมาลัยสั่นได้ด้วยตัวคุณเอง

คุณเคยไหมครับ? ว่า ตอนที่เราขับรถคู่ชีพของเราพอถึงความเร็วช่วงหนึ่ง พวงมาลัยก็เริ่มมีอาการสั่นๆ
เหมือนจะเป็นไข้ยิ่งขับเร็วขึ้นไปอีกก็ยังสั่นเพิ่มขึ้นไปมากกว่าเดิม พอเพิ่มความเร็วขึ้นไป
อีกระยะหนึ่งกลับสั่นน้อยกว่าเดิมหรือบางคันสั่นมากๆเหมือนจะสั่นกันไปทั้งคัน พาลให้คนขับ
ชักมีอาการ มือสั่น ปากสั่น เท้าสั่น กันไปตามๆกัน จากนี้เรามาหาสาเหตุกันครับว่า อาการสั่นที่เป็นอยู่นี้
มีสาเหตุอะไรบ้าง และมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร
ยาง
เป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของอาการสั่น
สาเหตุอาจเกิดจาก การบวมของยาง เนื่องจากยาง
หมดอายุ ุการเบรกรุนเเรงแบบหน้ายางไถลไปกับพื้น การตกหลุมแรงๆ หรือขับไปทับกับของแข็งจนทำให้
โครงสร้างภายในยาง เกิดการเสียหายเปลี่ยนรูป
และยางที่ไม่ค่อยได้ใช้ เช่นยางเปอร์เซนต์เก่า
หรือรถที่จอดทิ้งไว้นานๆ

วิธีการตรวจเช็ค
1. ดูแก้มยางหาวัน-เดือน-ปี ทีผลิต ปกติแล้ว อายุการใช้งานไม่ควรเกิน 4 ปี
2. ขึ้นแม่เเรง ให้ล้อหมุนสูงจากพื้น แล้วลองหมุนล้อดู สังเกตอาการหมุนของยางว่ายังกลมดีหรือไม่
3. ถอดล้อและยางไปร้านล้อแม็คที่มีเครื่องถ่วงล้อ ให้ลองถ่วงดูว่ายางมีการบวมหรือไม่ วิธีนี้เป็นวิธีที่
ถูกต้องเเม่นยำที่สุด
วิธีการแก้ไข
วิธีเดียวครับคือเปลี่ยนใหม่อย่างเดียว และควร
เปลี่ยนโดยเร็วที่สุด เพราะยางสามารถระเบิดได้ หรือยางยืดหลุดจากล้อเมื่อวิ่งความเร็วสูงๆ

ล้อ-แม็ค
ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งไม่แพ้ยางเหมือนกันถ้ากระทะล้
เกิดการบิดเบี้ยวเสียรูป จะมีผลบังคับให้หน้ายางบิด
เบี้ยวตามเช่นกันการเสียหายอาจเกิดจาก
การตกหลุมแรงๆ หรืออุบัติเหตุ เช่นชนฟุตบาท รวมถึงการดัดแปลงนำกระทะล้อมาเจาะรูเอง
และตะกั่วที่ถ่วงล้อหลุดหาย

วิธีการตรวจเช็ค
1. ขึ้นแม่แรงแล้วหมุนล้อดูอาการแก่วงของล้อ
และยาง
2. ถอดล้อแล้วสังเกตว่ากระทะล้อมีการบุบเสียรูป หรือมีรอยร้าวตรงไหนบ้าง
3. ตรวจเช็คดูว่าตะกั่วที่เคยถ่วงอยู่หลุดหาย
ไปหรือไม่ สังเกตจากรอยที่เคยมีรอยกระดาษ
การเเปะ
4. นำล้อไปถ่วงเครื่องถ่วงล้อจะเป็นวิธีท
ี่แม่นยำที่สุด 
วิธีการแก้ไข
ถ้าตะกั่วหลุดให้นำไปถ่วงล้อใหม่ หรือมีอาการเบี้ยว
หรือคด ยังพอสามารถนำไปซ่อม โดยร้านซ่อม
จะนำไฟเป่าแม็คให้ร้อนแล้วเคาะกลับ แล้วถึงจะ
นำเข้าเครื่องกลึงเพื่อให้แม็คกลมเข้ารูป
วิธีนี้เนื้อแม็คจะบางลงสูญเสียความแข็งแรง ถ้ามีอาการแตกร้าวแนะนำให้เปลี่ยนใหม่เสียดีกว่า
เพราะถ้าซ่อมอาจทำให้ความสามารถในการรับ
แรงดันลมยางลดน้อยลดมีโอกาสแตกใหม่ได้
หลีกเลี่ยงการเจาะรูที่แม็ค ยกเว้นจะเป็นร้านทีมี
ความชำนาญ
ปลอกดุม
เป็นส่วนช่วยให้ล้อแม็คและดุมประคองกันจน
ตำแหน่งล้อได้เซนเตอร์เวลาใส่ล้อ มักเกิดกับเวลาซื้อแม็คมาเปลี่ยนใหม่
่นอกจากขนาด และออฟเซ็ตแล้ว ยังต้องคำนึงถึง ไดมิเตอร์ตรงกลางระหว่างดุมกับล้อด้วยว่า มีช่องว่างห่างกันหรือไม่ 
วิธีการตรวจเช็ค
ถอดล้อแล้วใช้เครื่องมือวัดความกว้างระหว่างขนาดของดุมล้อ กับรูกลางของแม็คว่ามีระยะห่างหรือไม่
่หรือถ้าเคยมีอยู่แล้วตรวจดูว่าหายไประหว่างถอดใส่หรือไม่

วิธีแก้ไข
เลือกซื้อล้อแม็คที่มีรูไดมิเตอร์ตรงกับดุมล้อรถของเรา หรือถ้าไม่ตรงมีช่องว่างควรวัดขนาดของดุมล้อ
แล้วให้โรงกลึงที่มีความชำนาญ กลึงปลอกดุมให้พอดีกับล้อและดุม
จานดิสเบรก
ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สามารถทำให้พวงมาลัยสั่น
เพราะจานดิสเบรคเป็นโลหะที่ต้องทนความร้อน
และเย็นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ความร้อนในบางครั้งมีอุณหภูมิหลายร้อยองศา
จนร้อนแดงเหมือนเหล็กเผาไฟเลยทีเดียว
ดังนั้นเมื่อเย็นตัวลงจานดิสเบรกอาจเกิดอาการ
คดเสียรูปได้ หรือเกิดจากอาการเบรคติด

วิธีการตรวจเช็ค
ถอดล้อแล้วหาน็อตล้อมาไขให้แน่นพอประมาณ
หมุนจานเบรกดูว่ามีการแก่วงหรือไม
่สังเกตุจากคาริบเปอร์เบรก และผ้าเบรกว่าขยับ
หรือปล่าวหรือหมุนไม่ไปเลย แสดงว่าจานเบรคคด
วิธีการแก้ไข
ถ้าจานดิสเบรกคดสามารถถอดออกมาแล้วส่งให้ร้านเบรก นำไปเจียรเสียใหม่ หรือถ้าจานมีอาการบางมากๆ เเนะนำให้เปลี่ยนใหม่เสียดีกว่า เพราะถ้าขืนเจียรต่อ
จานอาจเกิดอาการร้าวหรือแตกได้อย่างง่าย ตรวจล้างแม่ปํ้มเบรคอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อป้องกันการเบรกติด หลีกเลี่ยงการเบรกติดต่อกัน เช่น การลงเขา หรือการเบรคอย่างรุนแรงติดต่อกัน สำหรับผู้ที่ต้องใช้เบรกบ่อยๆ และรุนแรงเป็นประจำ
เเนะนำให้หาจานเบรกซิ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการแข่งขันเสียเลยดีกว่า
ลูกปืนล้อ
ลูกปืนล้อมีหน้าที่เป็นตัวรองรับน้ำหนักและ
จุดหมุนของล้อ ถ้าลูกปืนล้อหลวมหรือแตก จะทำให
้ล้อแกว่งเสียศูนย์ เกิดเสียงดัง พวงมาลัยสั่น มักเกิดจาก
จาระบีลูกปืนหมดอายุหรือ ซีลลูกปืนล้อเสีย
มีฝุ่นและน้ำเข้าได้

วิธีการตรวจเช็ค
1.ขึ้นแม่แรงให้ล้อที่จะตรวจเช็คลอยจากพื้น
แล้วหมุนสังเกตุเสียง
2.จับล้อบนล่างแล้วขยับขึ้นลงสังเกต
มีอาการหลวมหรือไม่

วิธีการแก้ไข
ถ้าลูกปืนล้อหลวมสามารถปรับตั้งได้โดยถอดปลิ้นล๊อคลูกปืนล้อ แล้วไขให้แน่นแล้วค่อยๆคลายออกสักประมาณ
30-45 องศาและลองหมุนดูว่าแน่นขึ้นหรือไม่ ถ้ายังไม่แน่นขึ้น และมีเสียงดังให้ทำการถอด และเปลี่ยนลูกปืนล้อ
เสียใหม่ ดูแลโดยการเปลี่ยนซีลลูกปืนล้อ ล้างและเปลี่ยนจาระบีอย่างสม่ำเสมอ
แกน-ดุมล้อ
ถือเป็นแกนหลักในการหมุนของล้อ ถ้าดุมล้อเกิดอาการคตหรือผิดมุมล้อ จะทำให้ล้อเกิดอาการแกว่งไม่ได้เซนเตอร์
์มักเกิดจากการตกหลุมแรงๆ การเกิดอุบัติเหตุ และการซ่อมแซมรถแบบผิดพลาด

วิธีการตรวจเช็ค
1.ในการตรวจเช็ค ถอดล้อ คาริเปอร์เบรก จานเบรก และลูกปืนล้อออกเสียก่อน สังเกตุว่าดุมล้อมีอาการคดงอหรือไม่
2. นำรถเข้าเครื่องตั้งศูนย์ ซึ่งจะสามารถตรวจเช็คว่ามุมล้อเสียศูนย์หรือไม่

วิธีการแก้ไข
ส่วนมากมักต้องเปลี่ยนใหม่สถานเดียว เป็นส่วนสุดท้ายในการแก้ไขปัญหาพวงมาลัยสั่น เพราะตรวจเช็คได้ยากที่สุด
ส่วนช่วงล่างนั้นมักจะไม่ค่อยมีผลต่ออาการพวงมาลัยสั่น แต่จะเกิดอาการเช่นตกหลุมเสียงดัง รถเสียศูนย์
ขับแล้วรถแกว่งไปเเกว่งมาเสียมากกว่า

Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #4 - 15.01.2552 at 23:55:29
 
    
ที่ไปของเทอร์โบ

เรื่องที่มาของเทอร์โบ เราก็คงพอจะทราบกันดีแล้วว่ามันมีประวัติอันยาวนานมากโข คือมีการจดสิทธิบัตรของอุปกรณ์นี้ไว้ตั้งร่วม 100 ปีมาแล้ว แต่กว่าจะสามารถผลิตเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้ ก็เวลาผ่านไปหลายสิบปี จนอาจจะว่าผู้ที่ขอจดสิทธิบัตรเอาไว้ไม่ทันได้อยู่เห็นผลงานอันนี้ เพราะตายก่อน




     แนวคิดของอุปกรณ์นี้นับว่ายอดเยี่ยมมาก เพราะพลังที่ใช้ขับเคลื่อนเป็นพลังงานที่ได้มาจากไอเสียของเครื่องยนต์ที่ต้องทิ้งไป
กับบรรยากาศอยู่แล้ว สามารถดูดพลังงานความร้อนของไอเสียกลับมาเป็นพลังงานกลได้อีกส่วนหนึ่ง ไอเสียของเครื่องยนต์ เมื่อผ่านกังหันเทอร์ไบน์แล้ว ก็จะเย็นลงหลายร้อยองศาทีเดียว แต่ปัญหาที่ใหญ่ก็คือ ความร้อนของไอเสียขาเข้าที่ตัวกังหันมันร้อนจัดมาก ยิ่งในเครื่องยนต์เบนซิน ก็ยิ่งร้อนกว่าดีเซลมากนัก ในขณะใช้กำลังเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ ไอเสียออกจากเครื่องยนต์ ที่จะต้องผ่านเข้าไปในกังหันเทอร์ไบน์ อาจมีความร้อนถึงเกือบ 2,000 ?F เรียกว่าร้อนจนแดง ขนาดเหล็กธรรมดา จะต้องละลายไปแล้ว แต่ด้วยเป็นวัสดุพิเศษที่ได้ค้นพบขึ้นมา สามารถที่จะทนความร้อนได้ อีกทั้งยังสามารถทนต่อแรงเหวี่ยงของใบพัดที่มีความเร็วสูงกว่าหนึ่งแสนรอบต่อนาทีอีก
ด้วย วัสดุเหล่านี้เป็นของหาได้ยากและมีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน วัสดุอื่นที่มีราคาถูกกว่า เช่นพวกเซรามิก พวกนี้ทนความร้อนได้ดีแต่การยึดเกาะตัวเองมีน้อยมาก จึงไม่สามารถทำความเร็วของใบพัดได้ ในที่สุดก็ถือว่าหมดปัญญา เพราะไม่มีผู้ผลิตรายใดเอ่ยถึงวัสดุตัวนี้อีก




     จากปัญหาหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้วงจรของเทอร์โบ มา ๆ หาย ๆ อยู่นานแล้ว เช่น เมื่อประมาณ 40 ปีก่อนในอเมริกา รถหลายชนิดก็ได้มีการติดตั้งเทอร์โบมาจากโรงงาน ทำอยู่ 2-3 ปี ก็พากันหายเงียบ เพระอุปกรณ์ที่เพิ่มเสริมเข้าไปเหล่านี้มีอายุใช้งานค่อนข้างสั้นมาก เช่น เครื่องยนต์ที่มีอายุใช้งานเป็นแสน ๆ กิโลเมตร อาจจะต้องเปลี่ยนเทอร์โบไปหลายลูก ซึ่งแต่ละลูกของเทอร์โบก็มีราคาแพงมาก เห็นว่ามันตัวเล็ก ๆ แต่ต้นทุนการผลิต มีราคาสูงกว่าเครื่องยนต์ทั้งเครื่องมากมาย ในที่สุดชื่อเสียงของเทอร์โบก็ได้ทำลายตัวเองไป ผู้ผลิตก็จำเป็นจะต้องหยุด จนกว่าจะได้วัสดุที่ดีขึ้นและราคาควรย่อมเยาลง จึงจะสามารถรื้อฟื้นเครื่องเทอร์โบกันใหม่ กาลเวลาผ่านไปอีกเกือบ 20 ปี เทอร์โบก็หวนกลับมาอีกครั้ง เพราะรู้วิธีการผลิตที่ทำให้ต้นทุนต่ำลงได้ อีกทั้งการออกแบบกังหันที่ให้ผลการทำงานมีขอบเขตกว้างขึ้น เพราะกังหันอัดอากาศเหล่านี้ เป็นการอัดแบบอากาศพลศาสตร์ คือการเร่งความเร็วของอากาศให้สูง ซึ่งใกล้เคียงกับความเร็วของเสียงนั่นแหละ แล้วเข้าไปในส่วนขยายให้มีขนาดห้องใหญ่ขึ้น ความเร็วของอากาศเมื่อลดลงก็เปลี่ยนสภาพเป็นแรงดันเกิดขึ้น แต่ในส่วนนี้ทำให้เทอร์โบถูกควบคุมค่อนข้างยาก เพราะความเร็วของกังหันใบพัด ไม่เป็นอัตราส่วนโดยตรงกับแรงดัน เช่น กังหันหมุนด้วยความเร็วถึง 80% แล้วยังอัดลมอะไรไม่ได้ แต่เมื่อเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก 1-2% แรงดันเริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว และเมื่อขึ้นไปถึงความเร็วรอบที่ 100% แรงดันก็ถึง 100% เช่นเดียวกัน จะสังเกตเห็นได้ว่า ความเร็วกับแรงอัดไม่สัมพันธ์กัน ก็โดยอาศัยอุปกรณ์ที่เรียกว่าเวสต์เกตมาช่วยคุม โดยการระบายไอเสียส่วนเกินไม่ให้ผ่านเทอร์โบทั้งหมด จุดนี้ทำให้เทอร์โบกลับมาเกิดอีกครั้ง แต่ข้อเสียก็ยังมีอยู่คือ ความร้อนจะค่อยสะสมขึ้นมาอีกในไอเสีย และทำให้เครื่องยนต์สูญเสียพลังงานไปส่วนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้กระมังจึงเป็นเหตุให้เครื่องยนต์เทอร์โบเกิดอาการจมหายไปอีกครั้ง คงเหลือแต่ในรถมีระดับที่มีราคาแพงเท่านั้น





      ผู้ผลิตอีกประเภทหนึ่งในกลุ่มยุโรปที่ไม่อยากจะพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ ๆ เพราะการพัฒนาเครื่องยนต์แต่ละครั้ง ต้องลงทุนกันอีกเป็นหมื่น ๆ ล้าน และต้องให้เวลาพิสูจน์ตัวเองอีกนาน จึงป็นการลงทุนที่ค่อนข้างเสี่ยงอีก สู้เอาเครื่องยนต์เดิม ๆ ที่มีผลงานดี เชื่อถือได้อยู่แล้ว มาปรับปรุงใส่เทอร์โบ เพื่อช่วยแรงในส่วนที่ขาดหายไป เหตุที่แรงม้าของเครื่องยนต์มันขาดหายไปในรอบสูง ก็สาเหตุมาจากการที่วาล์วไอดีไอเสีย เปิด-ปิดเร็วมากตามความเร็วรอบของเครื่องยนต์ ทำให้การบรรจุอากาศในกระบอกสูบลดลง ซึ่งอาจสูงถึง 30% หมายความว่า โครงสร้างของเครื่องยนต์ที่ได้ออกแบบมานี้ใช้งานได้ 100% เมื่อรอบต่ำ แต่เมื่อรอบเครื่องสูงขึ้น กำลังกลับลดลงต่ำกว่าเดิม ทำให้สูญเสียผลประโยชน์ไปเปล่า ๆ ตรงนี้ก็คือที่มาของคำว่า "ไลท์ เทอร์โบ" หมายถึงการใช้เทอร์โบช่วยแต่เพียงเบาะๆ คือไปไล่ 30% ที่หายไปให้กลับคืนมา เครื่องยนต์ก็ไม่ได้แบกภาระมากกว่าที่ได้ออกแบบไว้ การใช้ระบบนี้ทำให้ไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างเครื่องยนต์แต่ประการใด อีกทั้งยังจะให้ความทนทานมีอายุตามปกติได้




      ที่กล่าวมาแล้วก็คือ เทอร์โบในเครื่องยนต์เบนซิน ที่เป็นปัญหากว่าเครื่องดีเซลอยู่มาก เพราะเหตุมาจากความร้อนสะสม และถ้าปล่อยให้ไอดีมีความร้อนสูง การจุดระเบิดเองในห้องเผาไหม้อาจเกิดขึ้นได้ บางครั้งมีการจุดระเบิดก่อนที่เครื่องยนต์จะอยู่ที่ศูนย์ตายบน ทำให้เกิดการสวนกลับ และในส่วนนี้เป็นจุดอันตรายจุดใหญ่ของเครื่องยนต์ทุกชนิด แต่สำหรับในเครื่องยนต์ดีเซลแล้ว การจุดระเบิดเองจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ เพราะระหว่างที่อยู่ในจังหวะอัด ยังไม่มีเชื้อเพลิงผสมอยู่ จนกระทั่งถึงจังหวะของมัน หัวฉีดจึงพ่นเชื้อเพลิงเข้าไปในอากาศที่ถูกอัดจนร้อนเต็มที่ การเผาไหม้จึงเริ่มขึ้น ดังนี้ความร้อนของไอดีจะมากหรือน้อยก็ไม่เป็นปัญหาทำลายเครื่องยนต์เหมือนเครื่องเบน
ซิน เพียงแต่ว่าถ้าความร้อนในไอดีมีมาก ความหนาแน่นของอากาศก็จะน้อยหน่อย การฉีดเชื้อเพลิงจึงไม่สามารถฉีดได้เต็มที่เท่านั้น เพราะจะเกิดอาการส่วนผสมหนา เผาไหม้ไม่หมด เกิดเป็นควันดำขึ้นมา แต่อันตรายสำหรับตัวเครื่องยนต์จะไม่มี

      ดีเซลเทอร์โบ จัดว่าเป็นของคู่กัน อยู่ด้วยกันมานานแสนนานแล้ว การติดตั้งเทอร์โบในเครื่องยนต์ดีเซลในสมัยก่อน ๆ ไม่ได้ใช้ระบบเวสต์เกตด้วยซ้ำ เพราะเพียงแค่การสร้างวาล์วคุมไอเสียในท่อไอเสียก็เป็นปัญหาเรื่องวัสดุ อีกทั้งยังต้องมีถุงลมที่รับสัญญาณแรงดันจากท่อไอดี ถุงลมนี้เป็นยาง ซึ่งไม่สามารถทนความร้อนได้มากนัก แต่เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีการค้นพบยางสังเคราะห์พิเศษที่สามารถทนความร้อนได้สูงกว่า 600?F ระบบเวสต์เกตจึงได้เข้ามามีบทบาทในการควบคุมพลังของเทอร์โบ

      ในสมัยปัจจุบัน เทอร์โบดีเซล กลายเป็นเครื่องยนต์มาตรฐาน สามารถพัฒนาจนให้แรงม้าได้สูงมาก มากเสียกว่าเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินโดยทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะเหตุจากการที่สามารถควบคุมการเผาไหม้ได้ดีกว่า เพราะเราสามารถกำหนดการฉีดจ่ายและระยะเวลาแห่งการเผาไหม้ได้เอง ไม่ต้องอยู่กับออกเทนเช่นเครื่องเบนซิน

      ผู้เขียนก็เคยพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้เทอร์โบกำลังอัดสูง สามารถเพิ่มแรงม้าจากเดิมถึง 3 เท่าได้อย่างสบาย ๆ และมีอายุใช้งานปกติ จึงมองเห็นอนาคตของเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลมานานกว่า 20 ปีแล้ว และในที่สุดวันนี้เราจะเห็นเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลจากโรงงานจำนวนมาก ที่ให้กำลังงานได้ดีกว่าและประหยัดเชื้อเพลิงกว่า
Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #5 - 15.01.2552 at 23:57:58
 
ทำอย่างไร เมื่อยางรถระเบิด รถตกน้ำ

"อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกวินาที" เป็นประโยคที่เตือนให้ผู้ขับขี่ทั้งหลายพึงสังวรณ์เอาไว้ เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนทำอะไรอยู่ก็สามารถเกิดได้ รวมถึงบนท้องถนนด้วยขณะขับรถอยู่ก็ตามที ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น ก็ควรหาทางป้องกันเท่าที่จะทำได้เพราะทุกวันนี้อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสาเหตุการเสี
ยชีวิตอันดับต้นๆของไทยเลยก็ว่าได้ หากเรามีความรู้ในขั้นตอนในการควบคุมรถยนต์และการปฏิบัติตนในขณะเกิดอุบัติเหตุเช่นน
ี้สามารถช่วยลดอัตราการตายและการบาดเจ็บได้แน่นอน แต่ที่สำคัญที่สุดทุกคนก็ต้องมีสติถึงจะปลอดภัย


 
 

      กรณี ที่ 1 เมื่อยางรถระเบิดขณะขับ รถยางระเบิดในขณะขับรถ มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้
     
      1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง
      2. ถอนคันเร่งออก
      3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจมองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง
      4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะจะทำให้รถหมุน
      5.ห้าม เหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัวและจะทำให้บังค
ับรถได้ยากยิ่งขึ้น อาจเสียหลัก เพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัดแรงบิดของเครื่องยนต์ให้ขาดจากเพลา
      6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน
      7.เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ
      8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงและหยุดรถ
     
      ข้อสังเกตเมื่อยางระเบิด คือ ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิดล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม เมื่อระเบิดด้านซ้ายรถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อนแล้วก็จะสะบัดกลับ และสะบัดไปด้านซ้ายอีกทีสลับกันไปมาและในทำนองตรงกันข้ามหากระเบิดด้านขวาอาการก็จะก
ลับเป็นตรงกันข้าม
     
      อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็คือหากขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงม
ากๆพอยางระเบิดขึ้นมารถก็ จะกลิ้งทันที ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆจึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้เพื่อเป็นการป
้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในขณะขับรถจึงไม่ควรขับรถเร็ว (ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE DRIVING คือ ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง)


 


      กรณีที่ 2เมื่อรถตกน้ำในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำลำคลองใดๆก็ตาม รถจะไม่ตกลงไปในน้ำแล้วจมทันที เหมือนหิน ตกน้ำแต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆจนกว่าจะถึงพื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้ควรตั้งสติให้ดีและปฏิบัติดังต่อ
ไปนี้
     
      1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคนรวมทั้งผู้โดยสารด้วย
      2. อย่าออกแรงใดๆเพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
      3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นในรถ
      4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
      5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดัน!ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเ
ปิดประตูรถไม่ออกเพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
      6.เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุดแล้วท่านก็ออกจากห้องโ
ดยสารของรถได้
      7.จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติหรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้ใ
นกรณีนี้หากน้ำลึกมากๆอาจจะมองไม่เห็นว่า
      ทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมดไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำเพราะอาจจะว่าย ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ
     
      กรณีเช่นนี้ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติหรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศลอยไปในทิศ
ทางใดให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไปก็จะไม่มีอาการ หลงน้ำ นอกจากนั้น ก่อนออกจากรถหากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบเด็กๆนั้นออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน
Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #6 - 16.01.2552 at 00:23:24
 
ท่านั่งขับรถยนต์ มีผลต่อความปลอดภัย

การขับรถยนต์ให้ปลอดภัย นอกจากผู้ขับต้องมีความชำนาญแล้ว ท่าทางในการขับก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะมีส่วนเพิ่มหรือลดประสิทธิภาพในการควบคุมรถยนต์

1. การปรับตำแหน่งเบาะ
เบาะนั่งที่ดีควรปรับได้อย่างน้อย 3 จุด คือ ระยะของเบาะนั่ง มุมเอียงของพนักพิง และระดับสูง-ต่ำของหมอนรองศีรษะส่วนการปรับระดับสูง-ต่ำของเบาะนั่ง มุมเอียงของ หมอนรองศีรษะและพนักพิงช่วยให้ผู้ขับมีความสะดวกสบายมากขึ้นการปรับเบาะนั่งให้ได้ระ
ยะที่เหมาะสม สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดาทำได้โดย ใช้ฝ่าเท้าซ้ายเหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด (อย่าใช้ปลายเท้าเหยียบคลัตช์)จากนั้นเลื่อนเบาะให้หัวเข่าซ้ายงอเล็กน้อย สำหรับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ซึ่งไม่มีแป้นคลัตช์ ให้ใช้เท้าซ้าย เหยียบลงบนแป้นพักเท้าหรือพื้นรถยนต์ และใช้ฝ่าเท้าขวาเหยียบแป้นเบรกจากนั้นเลื่อนเบาะให้หัวเข่าขวางอเล็กน้อยการปรับมุม
เอียงของพนักพิง ให้ใช้มือซ้าย-ขวาจับพวงมาลัย ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา หรือ 10 และ 2 นาฬิกาและปรับตำแหน่งพนักพิงเอนไปด้านหลัง กระทั่งข้อศอกทั้ง 2 ข้าง หย่อนเล็กน้อย ลองเลื่อนมือไปจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 12 นาฬิกาแขนต้องเกือบเหยียดตึงโดยไม่ต้องโยกตัวขึ้นมา หรือแบบมือพาดลงไป วงพวงมาลัยต้องอยู่บริเวณข้อมือจึงจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการขับมากที่สุดหมอนรอ
งศีรษะไม่ได้มีไว้ให้หนุนขณะขับ แต่ช่วยลดอาการบาดเจ็บ บริเวณต้นคอ หากเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการถูกชนท้ายที่ศีรษะจะสะบัดไปด้านหลัง การปรับระดับของหมอนรองศีรษะที่เหมาะสม ควรปรับให้ขอบบนของหมอนรองศีรษะอยู่ระดับใบหูด้านบนถ้าหมอนรองศีรษะสามารถปรับระดับม
ุมเอียงได้ ควรปรับให้ใกล้ศีรษะ มากที่สุด เพื่อลดการสะบัดของศีรษะเมื่อถูกชนท้าย

2. การปรับตำแหน่งพวงมาลัย
รถยนต์ส่วนใหญ่ที่พวงมาลัยสามารถปรับได้ มักเป็นการปรับระดับสูง-ต่ำ ไม่ควรปรับไว้ต่ำเกินไปจนส่วนล่างของวงพวงมาลัยติดกับต้นขารถยนต์ราคาแพงบางรุ่น พวงมาลัยสามารถปรับระยะใกล้-ไกลได้ด้วย ไม่ควรปรับไว้ไกลเกินไปจนต้องเหยียดแขนตึง เพราะอาจเกิดความเมื่อยล้าและลดความฉับไวในการบังคับทิศทาง หรือใกล้เกินไปเพราะอาจได้รับอันตรายเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน

3. การปรับมุมกระจกมองข้างและกระจกมองหลัง
กระจกมองข้างซ้าย-ขวา ส่วนใหญ่สามารถปรับได้ 4 ทิศทาง คือ บน-ล่าง และซ้าย-ขวา การปรับไม่ควรให้เห็นตัวถังด้านข้างมากเกินไปเพราะจะเป็นการลดมุมมองด้านข้าง และควรปรับให้เป็นแนวขนาน ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป ส่วนกระจกมองหลังควรปรับให้เห็นด้านหลังให้มากที่สุด และเอียงไปเห็นพื้นที่ด้านซ้าย ของรถยนต์ด้วย โดยเมื่อนั่งในท่าปกติแล้วมองกระจกมองหลัง
ไม่ควรเห็นศีรษะของผู้ขับ

4. ท่านั่ง
การปรับตำแหน่งเบาะนั่งที่เหมาะสมจะหมดความสำคัญ ถ้าผู้ขับนั่งในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง ผู้ขับหลายคนปรับเบาะได้ถูกต้องแล้วแต่พยายามโยกตัวมาด้านหน้า เพื่อให้มองเห็นปลายของฝากระโปรงหน้า หรือวัยรุ่นที่ชอบปรับเบาะให้เอนมากๆ แล้วชะโงกตัวขึ้นมาโหนพวงมาลัยแผ่นหลังจึงไม่สัมผัสพนักพิงอย่างเต็มที่ ทำให้สูญเสียความฉับไว และแม่นยำในการควบคุมรถยนต์ เมื่อจะมองกระจกมองข้างและกระจกส่องหลัง ก็ต้องเบนแนวสายตามากขึ้น รวมทั้งเกิดความเมื่อยล้าเมื่อนั่งเป็นเวลานาน ที่ถูกต้องตลอดการขับแผ่นหลังต้องพิงพนักเต็มที่ แม้จะมองไม่เห็นปลายของฝากระโปรงหน้าก็ตามเพราะรถยนต์ยุคใหม่มักออกแบบฝากระโปรงหน้า
ให้ลาดเท เพื่อผลทางหลักอากาศพลศาสตร์ ชะโงกอย่างไรก็เห็นได้ยาก

Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
four_ssss
Staff
*****
Offline


I Love VolvoClubThailand.

Posts: 1,555
koh
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #7 - 16.01.2552 at 00:25:55
 
ปาดดด ...   สาระล้วนๆ เลยนะเนี่ย   Shocked Shocked Shocked
Back to top
 
154854154  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #8 - 16.01.2552 at 01:01:18
 
TUM_VOLVOCLUBTHAILAND
Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
ARTO@R-Service
VIP
*****
Offline


R-SERVICE Team

Posts: 6,063
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #9 - 16.01.2552 at 10:49:11
 
ไม่ได้มีแค่กระทู้เดียวนะเนี่ย...สาระล้นเวปเลย โว้วว

เสนอให้ย้ายไปหน้า Tip เลยก้อดีคับ สาระๆ

ปล. ตั๊มตัวจิงโดนมะนาวต่างดุ๊ดจับตัวไปแล้วแน่ๆ
Back to top
 

...
WWW  
IP Logged
 
nut_855
Junior Member
**
Offline


I Love VolvoClubThailand.

Posts: 384
รามอินทรา
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #10 - 16.01.2552 at 10:54:53
 
สุดยอดครับ Cheesy Cheesy
Back to top
 

...
 
IP Logged
 
JOHN MARLEY
God Member
*****
Offline


ถึงตัวหนัก ก้อรัก  การปัดท้าย

Posts: 3,034
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #11 - 17.01.2552 at 10:23:19
 
สุดยอดความรู้ครับ

ยกนิ้วให้ 11 นิ้วเลยคับคุณตั๊ม
Back to top
 

[img]http://www.volvoclubthailand.com/yabbfiles/Attachments/JOHN_MARLEY1.JPG
[img]รถคันนี้  สีวิสสสสครีมมม  ^^
JOHN MARLEY  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #12 - 19.01.2552 at 23:27:35
 
ว่างๆจะหามาให้อ่านอีกครับท่านเพ่

Cool  Roll Eyes  Cheesy Grin
Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #13 - 19.01.2552 at 23:55:06
 
หัวเทียน

หัวเทียนนับว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมาก ๆ เพราะระบบจุดระเบิดจะทันสมัยขนาดไหน แต่ถ้าหัวเทียนไม่มีคุณภาพก็ไม่มี ประโยชน์ โดยปรกติหัวเทียนจะทำงานที่อุณหภูมิ 2,500 องศาเซลเซียส และ ที่ความดัน 50 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเซนติเมตร ซึ่งผู้ใช้ควรศึกษาว่าหัวเทียนของรถที่ใช้อยู่มีอายุการใช้งานนานเท่าไร โดยถ้าหัวเทียนยังอยู่ในอายุการใช้งานก็ไม่จำเป็น ต้องเปลี่ยนหัวเทียนใหม่ แต่ผู้ใช้จะต้องถอดหัวเทียนออกมาเพื่อทำความสะอาด
หัวเทียน เพื่อให้ระบบจุดระเบิดของ เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #14 - 20.01.2552 at 00:03:32
 
โครงสร้างของหัวเทียน
1. ส่วนที่เป็นลอนเหมือนลูกฟูก มีประโยชน์ในด้านของการแผ่กระจายความร้อน
2. ส่วนที่มีลักษณะคล้ายกระเบื้อง ส่วนใหญ่จะเป็นซารามิค ซึ่งมีคุณสมบัติ ทนต่ออุณหภูมิ และแรงดันไฟฟ้าสูง ๆ และทนการสั่นสะเทือนการสึกกร่อนได้ดี
3. แกนทองแดง ทำด้วยทองแดงหรือท่อนเหล็ก ทำหน้าที่เป็นแกนกลาง เชื่อมระหว่าง
ท้ายหัวเทียน หรือบริเวณที่เสียบหัวเทียนกับขั้วกลางของหัวเทียน ช่วยในการนำความร้อนเพื่อไม่ให้ปลายขั้วกลางร้อนเกินไป
4. ช่องว่างระหว่างฉนวนปลายเขี้ยวกับส่วนด้านในของเกลียวของหัวเทียน ทำหน้าที่สำคัญในการ จุดระเบิด ซึ่งผู้ใช้จะต้องดูแลรักษาทำความสะอาดให้เขี้ยวไม่มีคราบสกปรกติดอยู่
5. ขั้วกลาง ทำจากโลหะผสมพวกนิเกิ้ลอัลลอย ทนต่อสภาพสึกกร่อน และ ความร้อนสูง ๆได้ดีทำหน้าที่เป็นขั้วบวกในการจุดประกายไฟฟ้า

วิธีการถอดเปลี่ยนหัวเทียน
1. ก่อนทำการเปลี่ยนหัวเทียน ต้องตรวจดูว่าสวิทซ์กุญแจอยู่ที่ตำแหน่ง off และดึงเบรคมือไว้
2. ควรเลือกใช้ประแจให้เหมาะกับขนาดของหัวเทียน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้หัวเทียนเสียหายได้
3. ถอดตัวยึดสายหัวเทียนหรือหัวเทียนออก
4. ถอดสายหัวเทียนออกจากหัวเทียน ขณะถอดควรจับที่ขั้วหัวเทียนแล้วดึงออก อย่าดึงที่
สายหัวเทียน เพราะจะทำให้ขั้วหัวเทียนหลุดได้ เมื่อถอดเรียบร้อยแล้ว ควรทำเครื่องหมายหัวเทียน ทุกเส้น เพื่อเวลาใส่กลับจะได้ใส่กลับได้ถูกต้อง
5. ถอดหัวเทียนด้วยประแจสำหรับถอดหัวเทียน
6. ทำความสะอาดที่เขี้ยวหัวเทียน และใช้ฟิลเลอร์เกจตรวจระยะห่างระหว่างเขี้ยวหัวเทียนเพื่อปรับแต่งระยะทางให้ได้มาตร
ฐาน

7. ใส่หัวเทียนลงไป และหมุนด้วยมือก่อนหลาย ๆ รอบ แล้วจึงใช้ประแจขันหัวเทียนให้แน่น
แต่อย่าแน่นจนเกินไป ควรขันหัวเทียนให้แน่นประมาณ 2.0 - 3.0 กก.-ม.
8. ต่อสายหัวเทียนกลับเข้าที่ให้ตรงตามตำแหน่งที่ถอดออกมา โดยจับที่ขั้วแล้วกดลงไปที่
ตัวหัวเทียนให้แน่น
9. ประกอบสิ่งที่ได้ถอดออกมาแล้วทั้งหมดกลับเข้าที่


หลอดไฟหน้า
เมื่อเกิดปัญหาไฟหน้าไม่ติด หรือหลอดไฟไม่สว่าง ก่อนที่จะไปเสียเงินซ่อม สิ่งที่ผู้ใช้ควรที่
จะตรวจสอบจุดแรก คือ แผงฟิวส์โดยเฉพาะตัวเมน ต่อมาก็ที่สวิตซ์ไฟ โดยเฉพาะรถที่ใช้สวิตซ์
ไฟใหญ่โดยไม่ผ่านตัวรีเลย์ สุดท้ายก็ที่สายไฟ และ ตามขั้วหลอดไฟ

หลอดไฟหมดอายุ
ผู้ใช้สามารถสังเกตว่าหลอดไฟหมดอายุหรือไม่ โดยดูจากความสว่างของหลอดไฟ ซึ่งกรณีนี้
ไม่สามารถซ่อมแซมให้สว่างขึ้นได้ต้องทำการเปลี่ยนหลอดไฟใหม่เท่านั้น แต่คุณสามารถ
เก็บหลอดไฟเก่าไว้ได้ เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน

การเพิ่มกำลังส่องสว่างของไฟหน้า
เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของผู้ขับขี่ โดยการเปลี่ยนหลอดไฟให้มีกำลังส่องสว่างมากขึ้น
หรือจำนวนวัตต์มากขึ้นนั่นเองซึ่งในปัจจุบันจะมีหลอดฮาโลเจน สำหรับรถรุ่นใหม่ ๆ
ส่วนรถรุ่นเก่าก็สามารถเพิ่มกำลังเป็น 80/100 วัตต์ได้โดยไม่ต้องดัดแปลงขั้วหลอด
สำหรับรถรุ่นเก่าที่ต้องการใช้หลอดฮาโลเจน จะต้องเปลี่ยนสายไฟและสะพานไฟใหม่
คุณจะต้องติดสวิตซ์และรีเลย์สวิตซ์เพิ่ม เพื่อป้องกันความร้อนจากกำลังไฟที่ใช้ของหลอดฮาโลเจน
ส่วนวิธีการติดตั้งของหลอดฮาโลเจน คงต้องพึ่งร้านติดตั้งหลอดไฟ

การเปลี่ยนหลอดไฟ
ข้อควรระวังในการเปลี่ยนหลอดไฟคือ จะต้องถอดขั้วลบของขั้วแบตเตอรี่ออกก่อนทุกครั้ง
ถ้ามีการเพิ่มขนาดของหลอดไฟจะต้องตรวจสอบขั้วของหลอดไฟ สายไฟ และ สวิตซ์ที่ใช้
ควบคุมหลอดไฟว่าสามารถรับกำลังไฟฟ้าของหลอดไฟที่เพิ่มขึ้นได้

ที่ปัดน้ำฝน
เมื่อใบปัดน้ำฝนสกปรก คุณสามารถถอดทำความสะอาดได้โดยการดึงก้านปัดน้ำฝนขึ้น และ
ปลดปุ่มล็อคใบปัดน้ำฝนออก เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว จะต้องสังเกตสัญลักษณ์ "R" (ข้างขวา)
และ "L" (ข้างซ้าย) และใส่กลับเข้าไปให้ถูกข้างด้วยมิฉะนั้นที่ปัดน้ำฝนของคุณจะทำงาน
ไม่ปรกติ และจะมีเสียงเวลาใช้งาน
Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #15 - 20.01.2552 at 00:07:17
 
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผ้าดิสก์เบรก
ชนิดของผ้าดิสก์เบรก
ผ้าดิสก์เบรกที่มีจำหน่ายกันอยู่ในท้องตลาดขณะนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้
1. กลุ่มผ้าดิสก์เบรกราคาถูกทั่วไปที่มีส่วนผสมของสาร Asbestos หรือที่เรียกกันว่า "ผ้าใบ" จะมีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ คุณสมบัติในการเบรก จะใช้ได้ในความเร็วต่ำๆ หรือระยะต้นๆ แต่เมื่อความเร็วสูงขึ้น ประสิทธิภาพในการเบรกจะลดลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ อายุการใช้งานจะสั้น ผ้าดิสก์เบรกหมดเร็ว นอกจากนั้นแร่ใยหินมีผลต่อสุขภาพ ในปัจจุบันจึงมีการใช้น้อยลง
2. กลุ่มที่ไม่มีส่วนผสมของสาร Asbestor หรือกลุ่ม Non-organic แบ่งออกเป็น 2ชนิด คือ
  2.1 ชนิดที่มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นโลหะ (Semi-metallic) จะเป็นผ้าดิสก์เบรกของผู้ผลิตจากยุโรป หรืออเมริกา เช่น Bendix Mintex
  2.2 ชนิดที่มีส่วนผสมของสารอนินทรีย์อื่นๆ จะเป็นผ้าดิสก์เบรกของผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเช่น Akebono
ทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นผ้าดิสก์เบรกที่เกรดใกล้เคียงกัน

คุณสมบัติที่สำคัญของผ้าดิสก์เบรก
สัมประสิทธิ์ของความฝืด
  ผ้าดิสก์เบรกที่มีสัมประสิทธิ์ของความฝืดสูง จะมีผลต่อการเบรกได้ดีกว่า เป็นผลให้สามารถสร้างกลไกเบรกให้เล็กลงได้ และต้องการแรงเหยียบเบรกน้อยลง อย่างไรก็ตาม เบรกที่มีสัมประสิทธิ์สูงทำให้ยากต่อการควบคุม ดังนั้นจำเป็นต้องรักษาศูนย์ล้อให้ถูกต้องให้สอดคล้องกันด้วย
ความทนทานต่อการสึกหรอ
  การสึกหรอของผ้าดิสก์เบรกเปลี่ยนแปลงไปตามความเร็วของรถยนต์ และอุณหภูมิเบรก อย่างไรก็ตาม ผ้าดิสก์เบรกที่ทนทานต่อการสึกหรอได้ดี จะเป็นเหตุให้จานเบรกเกิดการสึกหรอ หรือเกิดรอยมากเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของรถไม่ต้องการ
การเบรกไม่อยู่ และการชดเชย
  เมื่ออุณหภูมิของผ้าเบรกเพิ่มขึ้น เนื่องจากความฝืดซึ่งทำให้เกิดความร้อน สัมประสิทธิ์ทางความฝืดจะลดลง และผลในการเบรกลดลง เป็นเหตุให้การเบรกไม่มีความแน่นอน ปรากฎการณ์นี้เป็นที่ทราบกันคือการเบรกไม่อยู่
   เมื่อเบรกร้อนซึ่งเป็นสาเหตุให้สัมประสิทธิ์ลดลง ผ้าเบรกจะต้องสามารถเย็นลงไปสู่สัมประสิทธิ์เดิมได้ เรียกว่า การชดเชยผ้าเบรกที่มีการเปลี่ยนแปลงสัมประสิทธิ์ไปตามอุณหภูมิน้อย เป็นผ้าเบรกชนิดที่คุณภาพดี อย่างไรก็ตาม ตามความจริงผ้าเบรกที่มีพื้นที่น้อยจะมีความร้อนได้ง่ายกว่า ทำให้สัมประสิทธิ์ลดลง และมีผลต่อประสิทธิภาพในการเบรก
  การเบรกไม่อยู่ก็อาจเกิดขึ้นได้ง่ายจากการที่ผิวหน้าสัมผัสของผ้าเบรกไม่ถูกต้อง และการที่ผ้าเบรกจับไม่สม่ำเสมอก็จะเป็นสาเหตุให้เบรกดึงข้างไดข้างหนึ่ง
ผิวหน้าสัมผัสของผ้าเบรกข้างซ้ายและขวาไม่จับที่ตำแหน่งเดียวกัน หรือจับไม่เท่ากันก็จะเป็นเหตุให้อุณหภูมิของเบรกทั้ง2ข้างไม่เท่ากัน ทำให้เบรกดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง

การเปรียบเทียบคุณสมบัติของผ้าเบรกAsbestos กับ Metallic
  เปรียบเทียบความฝืด(Friction) กับอุณหภูมิ(Temperature)
- ที่อุณหภูมิต่ำ หรือขณะที่ผ้าเบรกยังไม่มีเกิดความร้อน ผ้าเบรก Asbestos จะมีความฝืดมากกว่าผ้าเบรก Metallic
- แต่เมื่อใช้งานไประยะหนึ่ง หรือผ้าเบรกเกิดความร้อน มีอุณหภูมิสูงขึ้นแล้ว ผ้าเบรก Metallic จะมีความฝืดมากกว่า ผ้าเบรก Asbestos
    นั่นคือ ในช่วงแรกของการใช้งาน เมื่อรถเคลื่อนตัว ผ้าเบรก Asbestos จะเบรกได้ดีกว่าผ้าเบรก Metallic แต่เมื่อความเร็วสูงขึ้น ผ้าเบรก Metallic จะสามารถเบรกได้ดีกว่าผ้าเบรก Asbestos
เปรียบเทียบการสึก หรือการหมดของผ้าเบรก กับอุณหภูมิ
- ณ ที่อุณหภูมิต่ำ หรือขณะที่ผ้าเบรกยังไม่เกิดความร้อน การสึกของผ้าเบรก Metallic กับผ้าเบรก Asbestos จะพอๆกัน
- เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ผ้าเบรก Asbestos จะมีการสึกหรอมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผ้าเบรก Metallic การสึกหรอจะค่อยลดลง นั่นก็คือความทนทานต่อการสึกหรอ ของผ้าเบรก Metallic จะสูงกว่าผ้าเบรก Asbestos

Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #16 - 20.01.2552 at 01:00:09
 
เมื่อแอร์เหมือนพัดลม...ทำอย่างไรดี

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 กุมภาพันธ์ 2550 11:38 น.

      แม้ว่ายังผ่านไปเพียงแค่ 2 เดือนของปีหมูแต่อากาศของบ้านเราก็แปรปรวนเร็วกว่าที่หลายๆคนคิด  เพราะเราได้สัมผัสกับอากาศที่เย็นสบายไปเพียง 2- 3 อาทิตย์เท่านั้น  เนื่องจากตอนนี้อากาศก็ได้กลับมา(ร้อน)ปกติอีกครั้ง และเมื่อฤดูร้อนแวะเวียนมาถึงปัญหาอีกเรื่องของคนที่มีรถยนต์ก็คือ "แอร์ไม่เย็น" จนถึงขั้นทำให้อารมณ์เสียและหงุดหงิดตามมา "ผู้จัดการ มอเตอร์ริ่ง"จะขอแนะนำให้รู้จักวิธีตรวจเช็คแอร์ให้เย็นฉ่ำเสียตั้งแต่เริ่มหน้าร้อน

     
      โดยอย่างแรกท่านควรจะตรวจเช็คระบบแอร์รถยนต์ของท่านว่าความเย็นของแอร์สุดแล้วหรือยั
ง แต่ถ้ามีสภาพความเย็นพอใช้ได้หรือไม่เย็นเลย ไม่เหมือนกับช่วงก่อนที่ซื้อรถมาใหม่ ๆ แค่ปรับความเย็นเพียงนิดเดียวก็เย็นฉ่ำ แสดงว่ารถยนต์ของท่านเริ่มมีปัญหาข้อบกพร่องในระบบแอร์แล้ว ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากหลายกรณี แต่ที่พบกันเป็นส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจาก 2 กรณี คือ สาเหตุแรก ที่ทำให้แอร์มีความเย็นไม่เต็มที่ มาจากระบบน้ำยาแอร์มีไม่เพียงพอ หรือเกิดการรั่วไหลออกนอกระบบการทำงาน


 


      ซึ่งท่านควรทำเป็นสิ่งแรกคือการตรวจหาคราบน้ำมันจากจุดต่อต่างๆ ของระบบแอร์ที่อยู่บริเวณห้องเครื่องยนต์ (เพราะส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณนี้) ซึ่งถ้าพบว่าที่จุดต่อ จุดใดจุดหนึ่งเกิดมีคราบน้ำมันติดล้อมรอบบริเวณจุดต่อนั้น ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็คคราบน้ำมันออก แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์เปิดแอร์อีกครั้งหากยังมีคราบน้ำมันไหลออกมาอีก แสดงว่าจุดนั้นเกิดการรั่วซึม แก้ไขโดยการขันจุดต่อนั้นให้แน่นขึ้น แล้วนำรถเข้าไปอัดน้ำยาเพิ่มที่ร้านบริการแอร์รถยนต์ให้เต็ม
     
      หรือถ้าท่านตรวจเช็คระบบจนหมดแล้วแต่ไม่พบคราบน้ำมันเลย ท่านควรลองไปตรวจสอบน้ำยาในระบบดู ทำได้โดยการที่ท่านลองไปจ้องมองดู Side glass หรือเรียกภาษาช่างว่า ตาแมว ซึ่งจะเป็นกระจกใสอยู่บริเวณหัวกระปุก ไดร์เออร์ (มีลักษณะเป็นกระปุกคล้ายกับถังดับเพลิง ) ให้อีกคนหนึ่งไปเปิดแอร์แล้วเร่งเครื่องยนต์ให้อยู่ในรอบสูง สังเกตดูว่ามีฟองอากศไหลผ่าน ตาแมว มากน้อยเพียงไร หากมีฟองอากาศไหลผ่านนานกว่า 15 นาที หลังการเปิดสวิตซ์แอร์ก็แสดงว่าภายในระบบแอร์มีน้ำยาน้อยเกินไป ควรไปให้ร้านแอร์เติมน้ำยาให้อีกจนเต็ม แล้วความเย็นฉ่ำก็จะกลับมา
     
      สาเหตุที่สอง ส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะประเภทรถเก่าที่ใช้งานมาหลายปีแล้ว และไม่เคยมีการตรวจเช็คแอร์เลย คือเรื่องของ คอยล์ตัน ซึ่งเกิดจากการอุดตันของฝุ่นละอองที่ถูกพัดลมแอร์ดูดเข้ามาก ๆจนเริ่มที่จะมีการอุดตันจะทำให้แอร์เริ่มไม่เย็น ท่านสามารถจะสังเกตการอุดตันของคอยล์แอร์ได้จากการตรวจเช็คเหมือนกรณีแรกที่กล่าวมา หากการตรวจเช็คน้ำยาแอร์ ทุกอย่างยังสมบูรณ์ดี แต่แอร์ยังไม่เย็นอีก หรือเมื่อเปิดแอร์ในช่วงแรกก็มีความรู้สึกเย็นดี แต่พอใช้ไปสักพักหนึ่งแอร์ก็เริ่มที่จะไม่เย็น ซึ่งนี่แหละคือสิ่งบอกเหตุว่า คอยล์แอร์ เริ่มที่จะอุดตันแล้ว เพราะอากาศที่จะไหลผ่านระบายความเย็นของคอยล์แอร์ไหลผ่านได้ไม่สะดวกจึงทำให้คอยล์แอ
ร์เกิดเป็นน้ำแข็ง อากาศที่ออกมาจากช่องแอร์จึงไม่เย็นเท่าที่ควร
      ซึ่งสาเหตุที่ท่านคงจะทำการถอดล้างคอยล์แอร์เองไม่ได้แน่นอน ดังนั้นควรนำรถยนต์ของท่านเข้ารับการตรวจเช็คที่ศูนย์บริการจะดีกว่า เพื่อให้ช่างแอร์ทำการถอดล้างคอยส์แอร์ให้ หากท่านต้องการให้แอร์รถยนต์มีความเย็นชุ่มฉ่ำอยู่ตลอดปี ท่านก็ควรจะนำรถของท่านไปล้างคอยล์แอร์ทุก 1 ปี เพื่อให้คอยส์แอร์มีสภาพสมบูรณ์ตลอดไป
     


 


      อีกอย่างที่อยากจะแนะนำก็คือวิธีการใช้แอร์ในรถยนต์ ท่านไม่ควรเปิดอัตราเร่งของพัดลมแอร์ในสปีคสูงอยู่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้คอยล์แอร์เกิดการอุดตันเร็วขึ้นกว่าปกติทั่วไป นอกจากนั้นการปรับระดับความเย็นของอุณหภูมิไม่ควรที่จะปรับเปิด-ปิด ในระยะเวลาที่รวดเร็วจนเกินไป (ถ้าเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติไม่เป็นไร) เพราะในระบบแอร์ นั่นมีแรงดันของน้ำยาสูง หากท่านเปิด ๆ ปิด ๆ เร็วจนเกินไป น้ำยาในระบบจะเกิดแรงดันสูงอาจทำให้ท่อน้ำเกิดแตกหรือรั่วได้ เพราะฉะนั้นหากต้องปรับอุณหภูมิความเย็นให้ลดลงหรือปิดแอร์ ถ้าต้องการเปิดใหม่ไม่ควรที่จะเปิดในทันที ควรจะรอให้แรงดันของน้ำยาลดลงเสียก่อน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที แล้วจึงเปิดให้ตามต้องการ จะช่วยยืดอายุการใช้งานแอร์ของท่านได้เป็นอย่างมาก
     
      และอีกประการหนึ่งที่ท่านควรจะรู้ไว้คือ เรื่องของการตรวจสอบคอมเพรสเซอร์แอร์ ซึ่งถ้าช่างตามร้านแอร์ที่ท่านไปเข้ารับบริการเขาบอกท่านว่าคอมเพรสเซอร์แอร์เสีย ท่านควรจะลองตรวจสอบดูก่อนว่ามันเสียจริงหรือไม่ เพราะอุปกรณ์ชิ้นนั้นไม่ใช่ราคาบาทสองบาท แต่มีราคาเรือนหมื่น มีช่างบางคนชอบใช้วิธีเปลี่ยนลูกเดียว หากว่าท่านไม่รู้เรื่อง อาจจะตกเป็นเหยื่อของคนกลุ่มนั้นก็ได้ มีคนโดนแบบนี้มาแยะแล้ว
     
      ถ้าคอมเพรสเซอร์เสียอย่างที่ช่างตามร้านเขาบอก ท่านสามารถทดสอบดูได้โดยการปิดสวิตซ์แอร์ทั้งหมดแล้วลองสตาร์ทเครื่องยนต์ ปล่อยให้เครื่องยนต์เดินสักพัก คราวนี้ลองเปิดสวิตซ์แอร์ สังเกตุดูว่าเครื่องยนต์มีอาการอะไรที่แตกต่างจากก่อนหน้าที่จะเปิดสวิตซ์แอร์เหรือเ
ปล่า เช่น รอบเครื่องต่ำลง ถ้าเครื่องยนต์ไม่มีอาการอะไรสั่น หรือเปลี่ยนแปลงอะไรสักนิดก็แสดงว่าเคราะห์ร้ายเริ่มมาเยือนท่านแล้ว ให้ลองตรวจเช็คดูระบบฟิวส์ แล้วไม่มีจุดขาดเสียหายก็แสดงว่าคอมเพรสเซอร์ของท่านมีปัญาหอย่างแน่นอน ซึ่งก็คงจะต้องซ่อมหนัก หรืออาจจะถึงขั้นเปลี่ยนใหม่
     
      ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็คงจะพอทำให้ท่านผู้ใช้รถยนต์ได้หายร้อนกันได้บ้างกับเรื่องของระบบแอร์ ที่ถือว่าเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สำคัญมากที่สุดระบบหนึ่งภายในรถยนต์ของท่าน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหมั่นดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพดีและทน
ทาน ด้วยการตรวจเช็คตามเวลาที่กำหนด



Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
JOHN MARLEY
God Member
*****
Offline


ถึงตัวหนัก ก้อรัก  การปัดท้าย

Posts: 3,034
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #17 - 20.01.2552 at 09:36:46
 
++เสียงรัวคล้ายโลหะกระทบกัน++
     
     ในกรณีที่เครื่องยนต์มีเสียงรัวคล้ายโลหะชิ้นเล็ก ๆ หลายชิ้นกระทบกันในจังหวะที่สม่ำเสมอความถี่ของการรัวจะเปลี่ยนไปตามอัตราเร่งและต้น

กำเนิดเสียงนี้มาจากบริเวณเหนือฝาสูบให้ตั้งสมมุติฐานว่าอาจมาจากระยะห่างระหว่างกระ

เดื่องวาล์วกับก้านวาล์วเกินค่าพิกัดที่กำหนด ถ้าเกิดขึ้นกับรถใหม่แสดงว่าการตั้งระยะห่างวาล์วคลาดเคลื่อน แต่หากเกิดขึ้นกับรถเก่าอาจเป็นเพราะเกิดการสึกหรอเนื่องจากการใช้งาน ระยะห่างวาล์วที่มากเกินกำหนดไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ลดลง
     
     วิธีแก้ไข ควรให้ช่างผู้ชำนาญเป็นผู้ปรับตั้งเพราะรถยนต์แต่ละรุ่นกำหนดระยะห่างวาล์วไม่เท่ากั

น ตลอดทั้งมีวิธีการปรับตั้งที่ต่างกันปัจจุบันมีเครื่องยนต์หลายแบบจากหลายบริษัทที่ใ

ช้ระบบปรับระยะห่างวาล์วอัตโนมัติ หากเครื่องยนต์แบบนี้มีเสียงที่วาล์วอัตโนมัติ แสดงถึงมีความผิดปกติที่ควรจะได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน



ของผมเจไม่โบ อันตรายมั๊ยคับ  ที่ไหนแก้ไขได้บ้างและงบปรามาณเท่าไหร่คับคุณตั้ม Smiley
Back to top
 

[img]http://www.volvoclubthailand.com/yabbfiles/Attachments/JOHN_MARLEY1.JPG
[img]รถคันนี้  สีวิสสสสครีมมม  ^^
JOHN MARLEY  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #18 - 21.01.2552 at 02:04:01
 
เสียงวาล์วยันป่ะเนี่ย
อันตรายมั้ย ตั้ม ตอบไม่ได้ คือไม่ชัดเจนกับเครื่องยนต์
เจ

  แต่เดี๋ยวจะพยายามสอบถามช่าง ข้อมูลมาให้ครับ
Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #19 - 21.01.2552 at 02:53:12
 
ทำไมรถยนต์ที่ใช้ในญี่ปุ่น,อเมริกา ต้องพวงมาลัยทางซ้าย ?

ที่มาที่ไปของพวงมาลัยรถที่อยู่ด้านซ้าย และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ถึงทำให้พวงมาลัยต้องไปอยู่ด้านนั้น

         เมื่อทาง "ถามตอบรอบโลก" ได้ไปสืบค้นหาข้อมูลมาแล้ว ต้องขอบอกก่อนเลยว่าสำหรับเมืองไทยแล้ว รถที่พวงมาลัยอยู่ด้านซ้ายอาจจะดูแปลกตาไป เพราะรถส่วนใหญ่พวงมาลัยอยู่ด้านขวา แต่ถ้าหากเป็นบางประเทศอย่างเพื่อนบ้านใกล้ๆไทย อย่างลาว กัมพูชา ก็อาจจะเห็นว่ารถพวงมาลัยขาวแปลกตาเช่นกัน เพราะรถของเขาพวงมาลัยซ้ายเป็นส่วนใหญ่

         สำหรับที่มาที่ไปนั้น ขอบอกเลยว่ายังไม่มีความแน่ชัดเท่าใดนัก ขึ้นอยู่กับการกำหนดระบบระเบียบการจราจรของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ แต่ถ้าหากจะลองสังเกตแบบคร่าวๆ จะพบว่าประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสจะมีพวงมาลัยรถด้านซ้าย และขับรถชิดขวา ส่วนเมืองขึ้นของอังกฤษจะมีพวงมาลัยด้านขวา และขับรถชิดซ้าย ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากการจัดระบบจราจรที่ประเทศเจ้าอาณานิคมวางไว้ให้

         อย่างไรก็ตามสำหรับในประเทศไทย ยังมีรถบางคันที่มีพวงมาลัยอยู่ด้านซ้าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถที่นำเข้ามาจากประเทศที่มีพวงมาลัยอยู่ด้านซ้าย และไม่ได้มีการกลับข้างพวงมาลัย แต่นำมาใช้วิ่งบนท้องถนนทั่วไปตามปกติ

         แต่ถ้าหากจะถามถึงการคิดประดิษฐ์รถให้พวงมาลัยอยู่ด้านซ้ายนั้น ทางคอลัมน์อยากเล่าให้ฟังว่าในอดีตรถยนต์ส่วนใหญ่จะขับตรงกลาง แต่สาเหตุที่ต้องย้ายพวงมาลัยไปไว้ด้านใดด้านหนึ่ง ก็เพื่อให้คนขับสามารถมองรถที่สวนมาได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวาง หรือช่วยป้องกันอันตรายจากการเฉี่ยวชนฟุตปาธ หรือ กำแพงได้ดียิ่งกว่ารถที่มีพวงมาลัยตรงกลาง

         หากเป็นข้อมูลทางสถิติแล้วจะพบว่า 34% ของประชากรทั่วโลก รถจะมีพวงมาลัยอยู่ด้านขวา และ ขับรถชิดซ้าย ขณะที่ 66% มีพวงมาลัยอยู่ด้านซ้าย และ ขับรถชิดขวา

         สำหรับข้อได้เปรียบบางอย่างของรถที่มีพวงมาลัยอยู่ด้านซ้ายนั้น จะทำให้มือขวาเป็นอิสระ และสามารถเข้าเกียร์ได้ถนัดขึ้น รวมไปถึงใช้มือขวาในการกดปุ่มควบคุมอื่นๆ ได้ถนัดกว่า (สำหรับคนถนัดมือขวา) ซึ่งสังเกตุได้จากรถแข่ง ส่วนใหญ่จะทำพวงมาลัยมาให้อยู่ด้านซ้าย แม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในประเทศที่รถมีพวงมาลัยขวา ทั้งนี้เพื่อให้คนขับสามารถใช้มือขวาเข้าเกียร์ได้รวดเร็ว หรือกดแผงควบคุมได้เป็นอย่างดี

         นอกจากนี้เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกขับรถมีพวงมาลัยอยู่ด้านซ้าย ทำให้ประชากรในประเทศนั้นมีความคล่องตัวมากกว่า เมื่อต้องเดินทางไปขับรถในประเทศอื่นๆ ที่มีพวงมาลัยอยู่ข้างเดียวกัน ผิดกับคนที่ขับรถในด้านตรงกันข้ามอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวสักระยะหนึ่ง

         อย่างไรก็ตามในบางประเทศมีการออกกฎหมายอย่างชัดเจน มาบังคับใช้กับรถยนต์ที่มีพวงมาลัยอยู่ตรงกันข้ามกับรถส่วนใหญ่ในประเทศ ถึงขนาดมีคำสั่งห้ามรถที่มีพวงมาลัยอีกด้านออกมาวิ่งตามท้องถนน อย่างในฟิลิปปินส์ ไต้หวัน หรือ กัมพูชา ที่ห้ามรถพวงมาลัยขวาวิ่งตามท้องถนน

         ขณะที่สิงคโปร์มีคำสั่งห้ามการนำเข้ารถพวงมาลัยซ้ายมาใช้ตามท้องถนน แต่อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษสำหรับรถที่เข้ามาท่องเที่ยว หรือ รถของบรรดานักการทูตที่นำเข้ามาใช้เป็นกรณีพิเศษ

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.oknation.net/blog/print.php?id=204170
Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
chon@440
Junior Member
**
Offline


I Love VolvoClubThailand!

Posts: 388
non
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #20 - 27.12.2552 at 23:18:55
 
เยี่ยมมากเลยครับ ได้ความรู้ในการดูแลคู่หู  Winkเป็นอย่างมาก ขอบคุณครับ
Back to top
 
 
IP Logged
 
greenmonster
God Member
*****
Offline


I Love VolvoClubThailand.

Posts: 2,502
LAKSI
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #21 - 28.12.2552 at 10:12:01
 
ซู๊ดดดดดดดดดดดดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด Wink
Back to top
 

...
greenmonster  
IP Logged
 
เคอิโง๊ะ
YaBB Newbies
*
Offline


I Love VolvoClubThailand!

Posts: 11
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #22 - 20.10.2553 at 22:58:02
 
รถญี่ปุ่น ปัดน้ำฝนอยู่ซ้ายมือ ไฟเลี้ยวอยู่ ขวามือ
แล้วทำไม Volvo ไฟเลี้ยวอยู่ซ้ายมือ ปัดน้ำฝนอยู่ขวามือ ละคับ
สงสัยมานานละ
Back to top
 
 
IP Logged
 
BigVCT
YaBB Newbies
*
Offline


I Love VolvoClubThailand!

Posts: 29
Bangkok
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #23 - 22.10.2553 at 10:10:20
 
เคอิโง๊ะ wrote on 20.10.2553 at 22:58:02:
รถญี่ปุ่น ปัดน้ำฝนอยู่ซ้ายมือ ไฟเลี้ยวอยู่ ขวามือ
แล้วทำไม Volvo ไฟเลี้ยวอยู่ซ้ายมือ ปัดน้ำฝนอยู่ขวามือ ละคับ
สงสัยมานานละ

ผม"เดา"ว่ามันมาจากที่รถยุโรปปกติพวงมาลัยจะอยู่ซ้ายพอมาไทยรถขับคนละเลนเขาก็ปรับให
้เหมาะสมแต่เผื่อรถค่าใช้จ่ายในการดีไซน์และผลิตบล๊อกใหม่ขึ้นมา ก็แค่ยกมาทั้งดุ้นง่ายๆครับ

แต่สำหรับผมกลับชอบนะครับ Grin
Back to top
 

Volvo 850 GLE ! ! !
 
IP Logged
 
tum_prachachuen
VIP
*****
Offline


TUM  083-4466531

Posts: 2,630
รัก volvoclub สุด ๆ เลย
Gender: male
Re: นานาปัญหาจุกจิก
Reply #24 - 23.10.2553 at 11:52:01
 
BigVCT wrote on 22.10.2553 at 10:10:20:
เคอิโง๊ะ wrote on 20.10.2553 at 22:58:02:
รถญี่ปุ่น ปัดน้ำฝนอยู่ซ้ายมือ ไฟเลี้ยวอยู่ ขวามือ
แล้วทำไม Volvo ไฟเลี้ยวอยู่ซ้ายมือ ปัดน้ำฝนอยู่ขวามือ ละคับ
สงสัยมานานละ

ผม"เดา"ว่ามันมาจากที่รถยุโรปปกติพวงมาลัยจะอยู่ซ้ายพอมาไทยรถขับคนละเลนเขาก็ปรับให
้เหมาะสมแต่เผื่อรถค่าใช้จ่ายในการดีไซน์และผลิตบล๊อกใหม่ขึ้นมา ก็แค่ยกมาทั้งดุ้นง่ายๆครับ

แต่สำหรับผมกลับชอบนะครับ Grin


ขอบคุณมากครับสำหรับคำตอบดีๆ
  Wink
Back to top
 

...
tum_prachachuen  
IP Logged
 
Page Index Toggle Pages: 1
Send Topic Print
 
mailto:webmaster@volvoclubthailand.com mailto:webmaster@volvoclubthailand.com